คณบดีวิทยาศาสตร์ ม.อ. ร่วมเวที UN ชูศักยภาพ Blue Carbon ภาคใต้ รับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศ
เปลี่ยนผืนน้ำให้กลายเป็นสินทรัพย์ระดับโลก! คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ ม.อ. ร่วมเวที Asia-Pacific Ocean Week 2026 ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้าน Blue Carbon จากระบบนิเวศป่าชายเลนและหญ้าทะเลภาคใต้ สะท้อนศักยภาพงานวิจัยไทยในการสนับสนุนการรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศและต่อยอดสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน
ท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่คนรุ่นใหม่กำลังตั้งคำถามถึงอนาคต ทะเลไม่ใช่แค่พื้นที่พักผ่อนหรือแหล่งประมงอีกต่อไป แต่คือ "เครื่องดูดซับคาร์บอนขนาดยักษ์" ที่ทรงพลังที่สุดแห่งหนึ่งของโลก บนเวที Asia-Pacific Ocean Week 2026 ณ ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ (UNCC) กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 26 - 30 ตุลาคม 2569 จัดโดย UN ESCAP ประเด็น Blue Carbon หรือคาร์บอนสีน้ำเงิน กลายเป็นวาระเร่งด่วนระดับภูมิภาค และชื่อของประเทศไทยก็ถูกจับตามองผ่านบทบาทของ ศาสตราจารย์ ดร.อัญชนา ประเทพ คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าที่ได้รับเชิญขึ้นถ่ายทอดองค์ความรู้และทิศทางวิจัยใหม่ในระดับเอเชียและแปซิฟิก


การก้าวขึ้นสู่เวทีระดับนานาชาติครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการนำเสนอรายงานทางวิชาการทั่วไป แต่คือการประกาศศักยภาพของงานวิจัยไทยว่า ฐานข้อมูลระบบนิเวศทางทะเลจากภาคใต้ ทั้งป่าชายเลนและแหล่งหญ้าทะเล มีความสมบูรณ์และแม่นยำพอที่จะเป็นหมุดหมายอ้างอิงของภูมิภาค การแลกเปลี่ยนในเวทีนี้ดึงดูดสายตานักวิทยาศาสตร์และผู้นำเชิงนโยบายข้ามชาติ เพราะนี่คือการเชื่อมต่อระหว่าง "วิทยาศาสตร์ระดับลึก" สู่ "กลไกการเงินและนโยบายสิ่งแวดล้อมโลก" ผลักดันให้ ม.อ. ยกระดับจากการเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำในพื้นที่ สู่การเป็น Global Research Hub ด้านนิเวศวิทยาทางทะเล

“โลกกำลังมองหาทางรอดจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศผ่านธรรมชาติ และคำตอบที่ทรงพลังที่สุดส่วนหนึ่งอยู่ในทะเลบ้านเรา สิ่งที่ ม.อ. นำมาแชร์บนเวที UN ไม่ใช่แค่ทฤษฎี แต่คือ Data จริงจากพื้นที่ ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าระบบนิเวศชายฝั่งของไทยกักเก็บคาร์บอนได้มหาศาล ความท้าทายคือการเปลี่ยนวิทยาศาสตร์ให้กลายเป็นนโยบายและกลไกที่สร้างประโยชน์กลับคืนสู่ชุมชนชายฝั่งได้อย่างแท้จริง” ศ. ดร.อัญชนา ประเทพ กล่าวถึงหมุดหมายสำคัญของการร่วมเสวนา
คำถามสำคัญคือ คนไทยได้อะไรจากก้าวนี้ของ ม.อ.? คำตอบซ่อนอยู่ในมิติเศรษฐกิจและปากท้อง เมื่อวิทยาศาสตร์ Blue Carbon ได้รับการยอมรับในระดับสหประชาชาติ พื้นที่ชายฝั่งของไทยจะถูกยกระดับสถานะทันที ข้อมูลวิจัยเหล่านี้คือกุญแจเปิดประตูสู่ Blue Carbon Credit และเงินทุนสนับสนุนระหว่างประเทศ ซึ่งจะเปลี่ยนพื้นที่ป่าชายเลนและหญ้าทะเลให้กลายเป็นแหล่งสร้างรายได้ใหม่ ชุมชนประมงพื้นบ้านไม่เพียงได้ทรัพยากรสัตว์น้ำที่ฟื้นตัว แต่ยังได้มูลค่าทางเศรษฐกิจจากการเป็นผู้พิทักษ์ระบบนิเวศ ลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติชายฝั่ง และสร้างเกราะกำบังทางสิ่งแวดล้อมให้กับคนรุ่นต่อไป

ท้ายที่สุด การปรากฏตัวของคณะวิทยาศาสตร์ ม.อ. บนเวทีสหประชาชาติครั้งนี้ คือบทพิสูจน์ว่า เสียงจากห้องแล็บและการลงพื้นที่ชายฝั่งภาคใต้ของไทย ดังไปไกลถึงระดับนโยบายโลก เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนไปยังคนรุ่นใหม่ว่า งานวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในตำรา แต่คือเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สิทธิชุมชน และความอยู่รอดของโลกใบนี้อย่างเป็นรูปธรรม